ใครที่เคยทำงานบนกองถ่ายจริงๆ น่าจะรู้ดีว่าช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดไม่ใช่ตอนถ่าย แต่คือตอน Setup และ Adjust แสง ระหว่างถ่าย เดินไปปรับไฟตัวนึง กลับมาดูกล้อง ไม่ถูก เดินไปใหม่ สลับมุม เปลี่ยน Scene แสง แล้วก็ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ถ้ามีไฟแค่ 2–3 ตัวอาจพอรับได้ แต่พอกองไหนมีไฟ 5–10 ตัวขึ้นไป ความวุ่นวายมันคูณกันไปเรื่อยๆ และเวลาที่เสียไปกับการเดินปรับไฟนั้น คือเวลาที่ควรจะใช้โฟกัสกับงานจริงๆ Nanlink 2.0 เข้ามาเปลี่ยนตรงนี้โดยควบคุมไฟทุกตัวผ่านมือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องลุกไปไหน พร้อมการทำงาน และฟีเจอร์ที่คนทำงานมืออาชีพต้องถูกใจอย่าง Light Plot ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานบนกองถ่ายไปอีกขั้น เชื่อมต่อได้ยังไงบ้าง ? เดี๋ยวเราพาไปรู้จักแอปนี้แบบเต็ม ๆ
ก่อนใช้งาน – รองรับการเชื่อมต่อ 2 แบบ
Bluetooth — สำหรับไฟรุ่นที่มี Bluetooth built-in อยู่แล้ว เช่น PavoTube II X-Series เปิดแอป จับคู่ได้เลยทันที ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม
2.4G Wireless — สำหรับไฟรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่มี Bluetooth ต้องใช้ NANLINK WS-TB-1 Transmitter Box เป็นตัวกลาง ตัวนี้มีแบตในตัว 10 ชั่วโมง หรือต่อ AC ได้ด้วย รองรับไฟอย่าง PavoTube 30C, 15C, Forza 500, 300, 60, MixPanel 150, 60 และอื่นๆ อีกเยอะ ซึ่งดีมากเพราะไม่ต้องทิ้งไฟเก่าแล้วซื้อใหม่
Nanlink 2.0 ทำอะไรได้บ้าง
การควบคุม Mode ต่างๆ ของไฟ

แอปรองรับทุก Mode หลักที่ใช้งานจริงบนกองถ่าย
CCT Mode — ปรับ Color Temperature จาก 2700K (อุ่น) ถึง 6500K (เย็น) โดย Fader จะไล่สีให้เห็นจริงๆ ไม่ต้องจำตัวเลข แค่ดูสีก็รู้เลยว่ากำลังดึงไปทางไหน
HSI Mode — ปรับสีแบบ Full Color ผ่าน Color Wheel ลากนิ้วเลือกสีได้อิสระ และมีฟีเจอร์ Camera Color Picker ที่เจ๋งมาก แค่ถ่ายรูปสิ่งที่อยู่หน้า แอปจะดึงสีจากภาพส่งไปที่ไฟได้เลย เหมาะมากสำหรับงานที่ต้อง Match สีกับสภาพแวดล้อม
G/M Adjustment — ปรับ Tint ของแสงจากเขียวไปม่วงแดง ใช้บ่อยในงาน Video เพื่อ Correct สีให้ตรงกับกล้อง ทำงานเหมือน Tint Slider ใน Color Grading เลย
Effects Mode — เอฟเฟกต์สำเร็จรูปที่ใช้ผ่านแอปได้มากกว่าปุ่มบนตัวไฟ เช่น Forza 60 ที่ปกติมีแค่ 4 เอฟเฟกต์ พอผ่านแอปจะได้ครบ 11 ทั้ง Candle, Fireworks, TV, Paparazzi, Welding และอื่นๆ อีก
Pixel Effects Mode — สำหรับไฟ Pixel อย่าง PavoTube II X ปรับได้ลึกมาก ทั้งทิศทางแสง, จำนวนและความสว่างของไฟแต่ละดวงแยกกัน ระดับ Detail แบบนี้แทบไม่มีในแอปควบคุมไฟแบรนด์อื่น
Console Mode — สำหรับกองที่มีไฟเยอะ ดูและควบคุมทุก Group ได้ในหน้าจอเดียว ไม่ต้องกดเข้าไปทีละ Group ฟีเจอร์นี้มาจาก Feedback ของ Community โดยตรง
Scene Creation — จัดเซ็ตแสงแล้วบันทึกไว้ใช้ซ้ำได้เลย

Scene คือหน่วยหลักของการทำงานในแอป ง่าย ๆ คือ จะจัดกลุ่มไฟที่ใช้ใน Setup นึงไว้ด้วยกัน พร้อมค่าแสงที่ตั้งไว้ครบ แล้วบันทึกเป็นชื่อที่จำได้ง่าย เช่น ถ้าวันนี้ถ่าย Interview 2 คน ก็สร้าง Scene ชื่อ “Wide Shot 2-Person Interview” ตั้งค่าไฟทุกตัวให้เรียบร้อย แล้ว Save ไว้ ครั้งหน้าที่ต้อง Setup แบบเดิม กด Scene นี้ขึ้นมาได้เลย ไม่ต้องปรับใหม่ตั้งแต่ต้น สร้างได้หลาย Scene ในแอปเดียว เช่น Scene สำหรับ Key Light เดี่ยว, 3-Point Lighting, หรือ Mood พิเศษที่ใช้ไม่บ่อยแต่อยากเก็บไว้ แล้วสลับระหว่าง Scene ได้ทันทีระหว่างถ่าย ซึ่งช่วยได้มากในงานที่ต้องเปลี่ยน Look บ่อยๆ โดยไม่เสียเวลา Re-setup
Group Control — รวมไฟหลายตัวเป็นกลุ่มเดียว
ฟีเจอร์นี้สำคัญมากบนกองถ่ายจริง สมมติมีไฟ 6 ตัว แบ่งเป็น Key 2 ตัว, Fill 2 ตัว, และ Background 2 ตัว สามารถจัดกลุ่มแยกกันได้ แล้วปรับ Dimming ของกลุ่ม Key ลงพร้อมกัน โดยที่ Fill และ Background ไม่ขยับ นอกจากนี้ยังสามารถ Sync Effects ข้ามกลุ่ม หรือ Stagger Effects แบบตั้งใจ ได้ด้วย เช่น ถ้าแขวน PavoTube 4 ตัวบน Quad Bank Tube Holder แล้วต้องการให้แสงกระพริบสลับกันแบบ Staggered ก็ทำได้ผ่านฟีเจอร์ Group Control นี้เลย
Light Plot — ฟีเจอร์ใหม่ที่เปลี่ยนเกม
นี่คือสิ่งที่ทำให้ Nanlink 2.0 ต่างจากแอปควบคุมไฟทั่วไปอย่างชัดเจน Light Plot ให้วางแผนและจัดเรียงฉากโดยการวางตำแหน่งไฟ อุปกรณ์เสริม นักแสดง Props เฟอร์นิเจอร์ ผนัง ถนน บันได และอื่นๆ เป็นเครื่องมือช่วยจัดระเบียบที่ทำให้การแชร์แผนแสงกับทีม Production ทำได้ง่ายขึ้น แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ สามารถเปิด Light Plot บนมือถือขณะถ่ายทำ แล้วใช้ควบคุมไฟบนกองถ่ายได้โดยตรง ไม่ต้องค้นหาจากรายการข้อความ เพียงแตะที่ไฟที่ต้องการบนแผนที่ก็ปรับค่าได้ทันที ลองนึกภาพว่ากำลังถ่ายในโลเคชั่นใหม่ที่ไม่เคยไป แทนที่จะต้องจำว่า “ไฟตัวที่ 3 อยู่มุมซ้ายมือ” ก็แค่ดูจาก Light Plot บนจอแล้วแตะตัวที่ต้องการได้เลย ประหยัดเวลาได้มากในช่วง Setup และ Adjust ระหว่างถ่าย
Preset System — บันทึก Look ที่ชอบเอาไว้
ทุกครั้งที่ปรับค่าไฟจนได้ Look ที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น Mode ไหนก็ตาม สามารถกด ไอคอนหัวใจ เพื่อ Save เป็น Preset ได้ทันที ตั้งชื่อได้เอง และสามารถ Recall กลับมาใช้ได้ทุกเมื่อ แอปยังมี Advanced Sorting Tools สำหรับจัดระเบียบ Preset จำนวนมาก เพราะเมื่อใช้ไปสักพักจะสะสม Preset ไว้เยอะมาก การจัดหมวดหมู่เลยสำคัญมาก
Fade Control — ปรับแสงแบบ Smooth
สามารถตั้งค่า Fade Time ของการเปิด-ปิดไฟได้ตั้งแต่ 0 ถึง 10 วินาที ฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับงาน Timelapse, งาน Live Video, หรืองานที่ต้องการ Transition ของแสงแบบนุ่มนวล แทนที่จะเปิด-ปิดแบบ On-Off ทันทีทันใด
แอปใช้งานได้ 2 โหมด
Guest Mode เปิดใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งลองใช้ครั้งแรก หรืองานที่ไม่ต้องการ Save ข้อมูล
Account Mode เมื่อล็อกอินด้วยบัญชี จะสามารถเข้าถึง Preset, Scene และ Group ที่บันทึกไว้ได้ทุกครั้ง รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Light Plot ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ใช้งานประจำและต้องการความต่อเนื่อง
ความเสถียรและการเชื่อมต่อ

หนึ่งในปัญหาที่คนใช้แอปควบคุมไฟเจอบ่อยมากคือ แอปหลุด โทรศัพท์ล็อกหน้าจอ แล้วต้องมานั่งเชื่อมต่อใหม่ทุกครั้ง ซึ่งกินเวลาและทำให้ Workflow สะดุด Nanlink 2.0 แก้ปัญหาตรงนี้ใน 2 ด้าน ด้านแรกคือระบบจดจำไฟที่เคยเชื่อมต่อไว้ได้ดีขึ้นมาก เปิด Scene เดิมขึ้นมาแอปก็พร้อมควบคุมไฟทุกตัวได้ทันที ไม่ต้องกด Pair ใหม่ ด้านที่สองคือถ้าแอปหรืออุปกรณ์รีสตาร์ท ระบบจะเชื่อมต่อกลับได้เร็วกว่าเดิมมาก ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่เคยเสียเวลากับปัญหานี้บนกองถ่ายจริงๆ จะรู้ดีว่ามันสำคัญแค่ไหน และสำหรับคนที่ใช้แท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็น iPad หรือ Android Tablet แอปออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นได้เต็มที่ ด้วยระบบ Dual-Window ที่เปิดได้พร้อมกัน 2 หน้าต่าง เช่น Light Plot ไว้ด้านซ้าย และหน้าควบคุมพารามิเตอร์ไว้ด้านขวา ไม่ต้องสลับไปมาให้เสียเวลา เหมาะมากสำหรับ Gaffer หรือ DoP ที่ต้องการมองเห็นภาพรวมทั้งหมดในคราวเดียว
ฟีเจอร์ที่เพิ่มให้กับไฟรุ่นเก่า
สิ่งที่น่าสนใจมากคือแอปนี้ไม่ได้แค่ควบคุม แต่ยัง เพิ่มฟีเจอร์ให้กับไฟที่มีอยู่แล้ว เช่น LumiPad 11 ที่ปกติไม่มีเอฟเฟกต์เลย แต่เมื่อใช้กับ WS-TB-1 และแอป จะได้เอฟเฟกต์ที่ปรับแต่งได้ถึง 12 แบบพร้อม Preset เลยทีเดียว
รองรับทุกPlatform ฟีเจอร์เท่ากันทุกเวอร์ชัน
มี 4 เวอร์ชันสำหรับ iOS, iPadOS และ Android ทั้ง 4 เวอร์ชันมีความสามารถเหมือนกันทุกอย่าง ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ iPhone, iPad, Android Phone หรือ Android Tablet และดูสินค้า Nanlite ทั้งหมดได้ที่ 👉 The Digital STM
สรุปให้แบบชัด ๆ
Nanlink 2.0 เป็นแอปที่ทำมาเพื่อคนทำงานจริงบนกองถ่ายจริง ฟีเจอร์ที่เพิ่มมาแต่ละอย่างมาจาก Feedback ของ Community โดยตรง ตั้งแต่ Console Mode ไปจนถึง Light Plot ที่คนทำงานมืออาชีพรอมานานมาก ที่สำคัญคือ ฟรีทั้งหมด ไม่มีค่า Subscription ไม่มีฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าใช้ไฟ Nanlite หรือ Nanlux อยู่แล้วและยังไม่ได้อัปเดตมาลอง Nanlink 2.0 แนะนำให้ลองใช้ดูเลยค่ะ

