Nanlite FS-300B vs FS-300C vs FC-300B ต่างกันยังไง

FS-300B vs FS-300C vs FC-300B ต่างกันยังไง

เจาะลึกไฟสตูดิโอที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการโปรดักชันอย่างซีรีส์ FS และ FC จากแบรนด์ Nanlite ที่ขึ้นชื่อเรื่องกำลังไฟเยอะในราคาที่จับต้องได้ วันนี้เราจับ 3 รุ่นฮิตอย่าง FS-300B , FS-300C และ FC-300B มาชนกันให้ดูชัดๆ ไปเลยว่าสเปกแต่ละตัวมีความน่าสนใจยังไง เหมาะกับใคร จะจัดสตูดิโอในกรุงเทพฯ หรือแบกออกกอง รุ่นไหนคือตัวจบ

ภาพรวมและจุดเด่น คาแรคเตอร์ใครเป็นยังไง

เริ่มต้นที่ตัวแรก Nanlite FS300B รุ่นนี้นิยามว่าเป็นสายพลังไฟตรงไปตรงมาค่ะ เป็นไฟ Bi-color กำลังไฟ 350W มาในทรง Monolight ดีไซน์กะทัดรัด เสียบปลั๊ก AC แล้วลุยได้เลย จุดขายคือความสว่างและความแม่นยำของสีที่ไว้ใจได้

ถัดมา Nanlite FS300C ตัวนี้คือสายครีเอทีฟตัวจริง กำลังไฟ 300W แต่ความพีคคืออัปเกรดความสามารถระดับ RGBW เข้ามา ทำให้เลือกสีได้มากกว่า 36000 สี แถมปรับค่า G/M ได้ด้วย ใครทำโปรดักชันที่ต้องการมู้ดแอนด์โทนสีจัดๆ รุ่นนี้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยค่ะ

และตัวสุดท้าย Nanlite FC300B สายโปรที่ต้องการความคล่องตัว ตัวนี้เป็นไฟ Bi-color 350W ที่จับแยก Power Supply ออกไป ทำให้หัวไฟ น้ำหนักเพียง 2.6 กิโลกรัม มาพร้อมระบบสั่งการ DMX และโหมดพัดลม 4 ระดับที่ควบคุมได้

ตารางเปรียบเทียบสเปก Nanlite FS-300B vs FS-300C vs FC-300B

เปรียบเทียบสเปก Nanlite FS-300B vs FS-300C vs FC-300B
ฟีเจอร์  FS-300B  FS-300C  FC-300B  
กำลังไฟ  350W  300W (150W ในโหมด RGB)  350W  
ช่วงอุณหภูมิสี  2700K – 6500K  2700K – 7500K (G/M ±150)  2700K – 6500K  
ความแม่นยำสี  CRI 96, TLCI 97  CRI 95, TLCI 94  CRI 96, TLCI 98  
น้ำหนักหัวไฟ  3.03 กิโลกรัม  3.5 กิโลกรัม  2.6 กิโลกรัม  
การจ่ายไฟ  รวมในตัว Monolight  รวมในตัว Monolight  แยก Power Supply น้ำหนัก 1.1 กิโลกรัม  
การควบคุม  ปุ่มบนเครื่อง แอป  ปุ่มบนเครื่อง แอป   ปุ่มบนเครื่อง แอป DMX/RDM  
โหมดพัดลม  On/Off  4 โหมด (Smart, High, Low, Off)  4 โหมด (Smart, High, Low, Off)  

เจาะลึกความสว่าง สว่างแค่ไหนในการใช้งานจริง

ถ้าพูดถึงตัวเลขความสว่าง FS300B ทำผลงานได้โหดที่สุดค่ะ ดันไปได้ถึง 38720 ลักซ์ ที่ 1 เมตรเมื่อใส่ Reflector ที่ 5600K ตัวนี้บอกเลยว่าเอาไปทำ Key light ในสตูดิโอขนาดเล็กได้สบายๆ ผลทดสอบออกมาสู้กับคู่แข่งในตลาดได้อย่างสูสี

ส่วน FS300C ความสว่างจะลดลงมานิดหน่อยที่ 34200 ลักซ์ (ที่ระยะ 1 เมตร, แสง 5600K พร้อมรีเฟลกเตอร์) แต่ความเจ๋งคือ เมื่อปรับไฟเป็นสีเขียวล้วน สว่างถึง 15850 ลักซ์ ซึ่งสำหรับไฟ RGBWW ถือว่าทำได้ดีมาก และสามารถคงกำลังไฟ 150W ไว้ได้เมื่อใช้โหมดสีล้วนโดยที่แสงไม่ดรอปลงค่ะ

ทางด้าน FC300B แม้ตัวเลขจะอยู่ที่ 37340 ลักซ์ (ที่ระยะ 1 เมตร พร้อมโคม Reflector และค่าแสง 5600K) แต่แลกมากับความเสถียรที่นิ่งมาก ค่าความคลาดเคลื่อน หรือความแปรปรวนของระดับความสว่าง (1% variance between temps) เมื่อเปลี่ยนอุณหภูมิสีในโหมด Max รักษาความสว่างได้คงที่แบบสุดๆ หรี่ไฟได้เนียนแบบ Linear ไม่มีการสว่างวูบวาบหรือไฟดรอปลงเวลาที่เราหมุนเปลี่ยนสีแสงไฟ

ความแม่นยำของสี ผิวคนรอดไหม

วิทยาศาสตร์เรื่องสีของ Nanlite อยู่ในระดับโปรทุกรุ่น FS300B มีค่า CRI 96 และ TLCI 97 รับรองว่าสีผิวคนจะเด้งสวยสมจริง ค่า TM-30 Rf อยู่ที่ราวๆ 95

FS300C มีค่า CRI 95 และ TLCI 94 พร้อม TM-30 Rf 92 และ Rg 100 มีการปรับ G/M ช่วยแก้สีเพี้ยนให้ตรงเป๊ะ คะแนน SSI ที่ 3200K ได้ 84 และ 5600K ได้ 71 เหมาะกับงานวิดีโอ

FC300B นี่คือตัวท็อปเรื่องสีค่ะ CRI สูงถึง 96 ค่า TLCI 98 ค่า TM-30 Rf 95 ให้สีตรง สีผิวไม่เพี้ยน เหมาะสำหรับงานถ่ายภาพและวิดีโอที่ต้องการคุณภาพสูง

ในการใช้งานจริง แนะนำให้ใช้ FS300B มาเป็นไฟหลัก แล้วใช้ FS300C เป็นไฟรองหรือเล่นเอฟเฟกต์สำหรับงานสัมภาษณ์ค่ะ ได้ทั้งความน่าเชื่อถือของไฟ Bi-color และลูกเล่นจากไฟ RGB

การออกแบบ วัสดุ และการควบคุม

ซีรีส์ FS เป็น Monolight รวมทุกอย่างไว้ในหัวเดียว บอดี้เป็นโพลิเมอร์ผสมโลหะ ตัว FS300B จะเป็นโลหะเยอะหน่อย รุ่นนี้ไม่มีกระเป๋าแถมนะคะ ต้องซื้อรุ่น Carry Case for FS Series แยกต่างหาก ตัว Yoke ล็อก 2 ฝั่งแน่นหนา แต่อาจจะปรับละเอียดได้น้อยกว่านิดนึง

สำหรับ FC300B หัวไฟโพลิเมอร์จะเบากว่า มี Power Supply แยกออกมาพร้อมสายรัดเซฟตี้และระบบปลดไว ช่วยให้จัดโครงสร้างแสงง่ายขึ้น ตัว Yoke ปรับแบบไร้สเต็ปได้ฝั่งเดียว มีรูเสียบร่ม และมีกระเป๋า Hard foam กันกระแทกมาให้ป้องกันอุปกรณ์ด้านใน

FS300C โครงสร้างคล้าย FS300B แต่เพิ่มความทนทานสำหรับระบบ RGB ทุกรุ่นใช้เมาท์ Bowens ได้ แต่การที่ FC แยกกล่องไฟออกมาช่วยลดความร้อนที่หัวไฟและลดน้ำหนักตอนพกพาได้ดีเลยค่ะ

ส่วนเรื่องการควบคุม ทุกรุ่นรองรับแอป Nanlink สัญญาณไร้สาย 2.4G และมีปุ่มหมุนบนเครื่อง FS300B และ FS-300C เน้นเชื่อมต่อ Bluetooth มี 12 เอฟเฟกต์ในตัว เช่น ไฟกองไฟ ทีวี

ส่วน FC300B จัดเต็มด้วย DMX/RDM มีตัวล็อกขนาด 3.5 มิลลิเมตร มีหน้าจอขนาด 2 นิ้ว มีพอร์ต USB สำหรับอัปเดตเฟิร์มแวร์ มีโหมดจ่ายไฟ 2 แบบคือ Max กับ Constant และปรับแต่งเอฟเฟกต์ได้เอง

FS300C โดดเด่นสุดในโหมด RGB มีสีให้เล่น 36,000 สี มีระบบ HSI และเจลสีในตัว แต่ซีรีส์ FS ไม่มี DMX นะคะ

พัดลมของ FC300B ชนะเลิศด้วย 4 โหมด ปิดได้ถ้าต้องการความเงียบสนิท ส่วนโหมด Smart ก็เสียงเบามากค่ะ ชนะมาตรฐานของรุ่น FS ไปเลย

แนะนำการใช้งานจริงสำหรับภาพนิ่งและวิดีโอ

  • งานถ่ายภาพสตูดิโอ FS300B เหมาะกับงานถ่ายสินค้า เพราะค่า CRI สูง แสงสม่ำเสมอสู้กับแสง Ambient ได้สบาย ส่วน FC300B เหมาะกับการแขวนไฟมุมสูง เพราะหัวไฟเบา
  • งานวิดีโอและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จัด FS300C ไปเลยสำหรับการสตรีมมิ่งหรืองานสัมภาษณ์ นำสี RGB มาย้อมฉากสร้างอารมณ์ได้ดี
  • สายออกกองแบบไฮบริด FC300B ตอบโจทย์คนเดินทาง เพราะน้ำหนักรวมกระเป๋าประมาณ 5.6 กิโลกรัม มี DMX สำหรับมือโปร ทุกรุ่นไม่มีอาการไฟกะพริบเมื่อถ่ายด้วยเฟรมเรตสูง และในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบกรุงเทพฯ โหมดพัดลมของ FC ช่วยกันไฟ Overheat ได้ดีมากค่ะ

สรุปข้อดีและข้อเสีย

  • ข้อดีของ FS300B คือให้พลังไฟแรงสุด เป็น Monolight ใช้งานง่าย คุ้มค่า ข้อเสีย คือเสียบไฟ AC อย่างเดียวและไม่มี DMX
  • ข้อดีของ FS300C คือลูกเล่น RGB จัดเต็ม มี G/M สีสดสว่าง ข้อเสีย คือ CRI ต่ำกว่าเพื่อนเล็กน้อย และกำลังไฟดรอปลงเมื่อใช้โหมดสี
  • ข้อดีของ FC300B คือหัวเบา มี DMX ควบคุมพัดลมได้ จับคู่สีง่าย ข้อเสีย คือ Power Supply แยกอาจจะดูเพิ่มภาระนิดหน่อย

ถ้าต้องการไฟแรงสุด คุ้มค่า เน้น Bi-color เป็นหลัก เชียร์ FS300B ค่ะ แต่ถ้าเน้นงานเอฟเฟกต์สีสัน RGB ให้ไปทาง FS300C ส่วนใครที่ต้องการการควบคุมระดับโปร พกพาง่าย ฟังก์ชันครบ ต้องจบที่ FC300B เลยค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> Nanlite Thailand by COB