สิ่งที่เราจะมาเจาะลึกกันวันนี้คือ Saramonic WiTalk9 X อินเตอร์คอมไร้สายแบบ Full-Duplex ซึ่งรุ่นนี้บอกเลยว่า Saramonic เขาทำการบ้านมาดีมาก อัปเกรดแบบก้าวกระโดดจากรุ่นเดิมเพื่อแก้ Pain Point ของคนทำงานแบบตรงจุดสุดๆ
ถ้าใครกำลังเล็งอยู่ หรือมีรุ่นเดิมแล้วลังเลว่าจะเปลี่ยนดีไหม วันนี้สรุป 4 จุดอัปเกรดสำคัญมาให้ดูกันชัดๆ ค่ะ
พรีวิวเจาะลึก 4 จุดอัปเกรด Saramonic WiTalk9 X อินเตอร์คอมตัวจบ ที่สายโปรดักชันต้องดู
📌 สรุปจุดเด่นที่น่าสนใจ (Key Takeaways)
- ชิป AI ตัดเสียงรบกวน 40dB อัปเกรดมาใช้ ClearTalk™ 2 ตัดเสียงบรรยากาศรอบข้างได้กริบมาก
- ดีไซน์แบบ Modular น้ำหนัก 172g ถอดประกอบได้อิสระ จะหูเดี่ยว หูคู่ หรือติดหมวกกันน็อกก็ทำได้แบบ Tool-free
- คลื่น 1.9GHz DECT Latency ต่ำกว่า 75ms ส่งสัญญาณเสถียรสุดๆ ในระยะ 400 เมตร
- นวมหูฟัง Protein Leather สวมใส่สบายขึ้น ไม่อับชื้น ถอดเปลี่ยนง่ายด้วยระบบ Quick-swap
เจาะลึก 4 จุดอัปเกรด มีอะไรใหม่บ้าง
1 หมดยุคเสียงตีกัน ด้วยชิป AI ClearTalk™ 2
ไฮไลต์แรกที่เราว่าว้าวมากๆ ของตัวนี้คือ ระบบตัดเสียงรบกวนค่ะ ใครที่เคยออกกองจะรู้เลยว่าเสียงหน้าเซ็ตมันวุ่นวายแค่ไหน ทั้งเสียงเครื่องปั่นไฟ เสียงพัดลมไฟสตูดิโอ รุ่นก่อนๆ ที่เป็นระบบ ENC บางทีมันแอบตัดเสียงพูดเราหายไปด้วย

แต่ WiTalk9 X ตัวนี้ เขาใส่ชิป AI ตัวแรกของค่ายเข้ามาเลยค่ะ ทำงานร่วมกับไมค์คู่ เทรนด้วยเสียงรบกวนกว่า 700,000 รูปแบบ นานถึง 20,000 ชั่วโมง ผลที่ได้คือมันสามารถแยกเสียงพูดของเราออกจากเสียงรบกวนกะทันหันได้เนียนมาก ตัดเสียงแวดล้อมได้ลึกถึง 40dB ผู้กำกับสั่งคิวปุ๊บ ทีมงานได้ยินชัดเจน
2 ดีไซน์ Modular ถอดประกอบได้ และเบาเพียง 172 กรัม
เรื่องถัดมาที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับคนที่ต้องใส่หูฟังทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง คือเรื่องของ น้ำหนักและความสบาย รุ่นนี้เขารีดน้ำหนักลงมาเหลือแค่ 172 กรัม (หูเดี่ยวรวมแบต) เบากว่ารุ่นเดิมที่หนัก 228 กรัมแบบรู้สึกได้เลย

สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบที่เรียกว่า Modular ค่ะ คือเราสามารถถอดก้านหูฟังออก เพื่อสลับการใช้งานเป็นแบบหูเดี่ยว หูคู่ หรือพี่ๆ ทีมไฟ (Gaffer) จะเอาไปประกอบติดกับหมวกกันน็อกเซฟตี้ก็ทำได้เลยในไม่กี่วินาที แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือวัสดุโครงสร้างเป็น PC+30GF แข็งแรงทนทานหายห่วง
3 สัญญาณเสถียร สั่งคิวไม่มีสะดุด (Latency <75ms)
สำหรับสายอีเวนต์หรือ Live สตรีมมิ่ง ทุกเสี้ยววินาทีคือชีวิตค่ะ ตัว WiTalk9 X ขยับมาใช้คลื่น 1.9GHz DECT Band ซึ่งตอบโจทย์มาก เพราะเวลาเราไปจัดงานตามฮอลล์ใหญ่ๆ คลื่น 2.4GHz (พวก Wi-Fi, Bluetooth) มันจะตีกันเละเทะค่ะ
ตัวนี้เขามีระบบเสาอากาศคู่ที่ช่วยสลับหาสัญญาณที่เสถียรที่สุดให้อัตโนมัติ (AFH) ทำระยะได้ไกลถึง 400 เมตร และที่สำคัญคือ Latency หรือความหน่วง ต่ำกว่า 75ms พูดง่ายๆ คือคุยโต้ตอบกันแบบ Full-duplex ได้ลื่นไหล แทบจะไม่รู้สึกถึงอาการดีเลย์เลย
4 ใส่สบายทั้งวัน ไม่อับชื้น ด้วย Protein Leather
อีกจุดอัปเกรดเล็กๆ แต่ส่งผลต่อการใช้งานจริงมหาศาล คือเรื่องสุขอนามัยค่ะ อินเตอร์คอมกองกลางที่เวียนกันใช้ บางทีฟองน้ำเจลแบบเดิมมันสะสมเหงื่อและทำความสะอาดยาก แต่รุ่นนี้เปลี่ยนมาใช้วัสดุ Protein Leather ที่เป็นมิตรกับผิว นุ่มสบาย ไม่บีบขมับ
ที่ชอบคือมันเป็นระบบ Quick-swap ค่ะ ถอดฟองน้ำเปลี่ยนได้ไวมากๆ แถมตัวเครื่องยังได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IPX4 เจอเหงื่อท่วมๆ หรือลุยฝนปรอยๆ หน้าเวที ก็ยังทำงานต่อได้สบาย
ฟีเจอร์สำคัญของ Saramonic WiTalk9 X ที่เติมเต็มให้การทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
แบตเตอรี่อึด พร้อมลุยงานยาวทั้งวัน
หูฟัง Master ใช้งานได้นาน 9 ชั่วโมง ส่วนหูฟัง Remote ใช้งานได้สูงสุดถึง 12 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และในเซ็ตยังมีแบตเตอรี่ลิเธียมสำรองมาให้ด้วย ทำให้เราเปลี่ยนแบตหน้างานได้ทันที งานลากยาวแค่ไหนก็ไม่สะดุด
ขยายสเกลทีมได้สูงสุด 64 คน และเข้ากันได้กับรุ่นเก่า

แม้ตัวระบบพื้นฐานจะรองรับ 9 คนแบบไม่ต้องใช้ Hub แต่ถ้างานสเกลใหญ่ขึ้นอย่างงานถ่ายโฆษณาหรืองานกีฬา เราสามารถนำไปต่อเข้ากับอุปกรณ์ WiTalk BASE เพื่อขยายให้รองรับทีมงานได้สูงสุดถึง 64 คน (เชื่อมต่อ Base 4 ตัว) แถมยังแบ่งกลุ่มการสนทนาได้ถึง 8 กลุ่มแยกตามแผนก ที่สำคัญคือหูฟัง WiTalk9 รุ่นเก่า ก็เอามาใช้ร่วมกับ WiTalk9 X ในระบบ 9 คนแบบไร้ Hub ได้สมบูรณ์แบบเลย
รองรับการเชื่อมต่อ Zoom และ Teams คุยข้ามเมืองได้
ถ้าใช้ร่วมกับ WiTalk BASE เราสามารถเสียบสาย USB-C เข้ากับคอมพิวเตอร์ เพื่อดึงระบบเสียงเข้าไปในแพลตฟอร์มอย่าง Zoom หรือ Teams ได้เลย ทำให้ทีมงานที่อยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศ สามารถประสานงานแบบเรียลไทม์กับทีมหน้าเซ็ตได้ ตอบโจทย์งานบรอดแคสต์ข้ามพื้นที่มากๆ ค่ะ

ควบคุมง่ายด้วยมือเดียว (One-Handed Operation)
เวลาหน้างานวุ่นวาย ตัวนี้ออกแบบมาให้จัดการทุกอย่างได้ด้วยมือเดียวค่ะ แค่หมุนลูกบิดก็ปรับระดับเสียงได้แบบสมูท (Stepless) กดปุ่มเพื่อใช้โหมด Broadcast สำหรับหูฟัง Master หรือโหมด Push-to-Talk สำหรับหูฟัง Remote และถ้าอยากปิดไมค์ (Mute) ก็แค่ดันก้านไมค์ขึ้น หรือจะกดปุ่ม Mute แยกต่างหากก็ทำได้ง่ายๆ ค่ะ
จัดการระบบทั้งหมดผ่าน Saramonic App
แอปพลิเคชันออกแบบมาให้มีไอคอนขนาดใหญ่ อ่านง่าย คุมอุปกรณ์ได้สบายแม้ในกองถ่ายที่ชุลมุน และยังมีฟีเจอร์ AFH (Adaptive Frequency Hopping) ที่ช่วยหาช่องสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดให้อัตโนมัติ ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนบนโลกค่ะ
ตารางเปรียบเทียบสเปก Saramonic WiTalk9 X vs WiTalk9
| สเปกที่น่าสนใจ | WiTalk9 X (รุ่นใหม่) | WiTalk9 (รุ่นเดิม) |
| น้ำหนัก (หูเดี่ยว) | 172 กรัม (เบาลงชัดเจน) | 228 กรัม |
| ดีไซน์ | หูเดี่ยว / หูคู่ / ติดหมวก (Modular) | หูเดี่ยว |
| ระบบตัดเสียง | AI ClearTalk™ 2 (40dB) | ClearTalk™ (ENC 3 ไมค์) |
| ความหน่วงสัญญาณ | < 75ms (ไวขึ้น) | ≤ 83ms |
| นวมหูฟัง | Protein Leather (ถอดเปลี่ยนไว) | Gel + Foam |
| การกันน้ำ | IPX4 | IPX5 |
สรุปแล้ว คุ้มไหมที่จะเปลี่ยน
จากสเปกทั้งหมดที่ให้มา เราบอกได้เลยว่า Saramonic WiTalk9 X เป็นอินเตอร์คอมที่ ครบจบ สำหรับโปรดักชันยุคนี้ค่ะ ทั้งเรื่องของความฉลาดในการตัดเสียงรบกวนด้วย AI น้ำหนักที่เบาลงจนใส่สบายทั้งวัน การขยายสเกลงานได้ถึง 64 คน และอิสระในการถอดประกอบแบบ Modular ถือว่าอัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นเดิมแบบคุ้มค่าตัว
ใครที่ดูแลทีมโปรดักชัน หรือเป็นออร์แกไนเซอร์ที่อยากได้ระบบสื่อสารนิ่งๆ ไว้ใจได้ ลองไปสัมผัสตัวจริง หรือสอบถามรายละเอียดโปรโมชันกันได้เลยที่ Saramonic Thailand ค่ะ มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและจัดเซ็ต ให้เหมาะกับสเกลงานของทุกคนแน่นอนค่ะ

