สแกนจุดเด่น Hollyland Solidcom C1 Pro อินเตอร์คอม 1.9GHz ที่เสถียรที่สุด

-The Digital STM Company Limited

วันนี้จะพามาเจาะลึกอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่คนทำโปรดักชั่น ออร์แกไนเซอร์ หรือสายอีเวนต์สเกลใหญ่พลาดไม่ได้เด็ดขาด นั่นก็คือ Hollyland Solidcom C1 Pro ซึ่งเป็นระบบอินเตอร์คอมไร้สายแบบ Full-Duplex ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำงานเป็นทีมแบบเบ็ดเสร็จ 

ใครที่เคยปวดหัวกับปัญหาสัญญาณแทรก เสียงขาดหาย หรือฟังทีมงานไม่รู้เรื่องเพราะเสียงเบสในฮอลล์จัดงานดังเกินไป บอกเลยว่าบทความนี้มีคำตอบค่ะ เพราะเราจะมากางสเปกกันแบบละเอียดสุดๆ ให้เห็นกันไปเลยว่าทำไมอุปกรณ์ตัวนี้ถึงเป็นที่ยอมรับในระดับมืออาชีพ

ทำไมคลื่น 1 9GHz ถึงเป็น เดอะแบก ของกองถ่ายสเกลใหญ่

มาตรฐานคลื่นระดับโลกและการจัดการ Bandwidth แบบมืออาชีพ

เรื่องแรกที่เราต้องพูดถึงและถือเป็นหัวใจหลักของ Solidcom C1 Pro คือความเสถียรคือระบบส่งสัญญาณค่ะ ตัวนี้ไม่ได้ใช้คลื่น 2 4GHz ที่แย่งกันใช้จนล้นฮอลล์ แต่ทำงานบนย่านความถี่ 1 9GHz หรือเทคโนโลยี DECT 6 0 ซึ่งฉลาดและคิดมาเผื่อคนทำงานทั่วโลกตรงที่ออกแบบมารองรับมาตรฐานของแต่ละโซนภูมิภาคเลย 

อย่างเช่นถ้าเราทำงานในบ้านเราหรือในยุโรปและเอเชียส่วนใหญ่ ระบบจะใช้ย่าน 1880-1900 MHz ส่วนถ้าไปรับงานทางฝั่งอเมริกาและแคนาดาก็จะใช้ย่าน 1920-1930 MHz สำหรับการรับส่งข้อมูลเขาใช้กระบวนการ Modulation แบบ GFSK บนแบนด์วิดท์ 1 728MHz ทำให้ส่งแพ็กเกจข้อมูลเสียงได้แม่นยำและไม่ผิดเพี้ยน

หลบสัญญาณกวนอัตโนมัติ ส่งไกลถึง 350 เมตร 

ความพีคขั้นกว่าของรุ่น Solidcom C1 Pro คือมีเทคโนโลยี Adaptive Frequency Hopping หรือระบบการสลับความถี่แบบอัตโนมัติ ลองจินตนาการว่าพอสัญญาณในฮอลล์จัดงานเริ่มกวนกันหนักๆ ตัวหูฟังจะกระโดดหนีช่องสัญญาณที่หนาแน่นเพื่อไปหาช่องที่ว่างกว่าให้เราเองเลย 

ด้วยกำลังส่งสัญญาณที่มีความแรงสูงสุดถึง 21dBm หรือเทียบเท่า 125 9mW และมีความไวในการรับสัญญาณที่ทำได้น้อยกว่า -90dBm ทำให้ระยะหวังผลของการสื่อสารยิงยาวไปได้ไกลถึง 1100 ฟุต หรือประมาณ 350 เมตร ในพื้นที่โล่งแจ้งแบบ Line of Sight เดินไปคุมงานจุดไหนของสเตจก็ยังเชื่อมต่อได้สบายๆ

ความปลอดภัยขั้นสุดด้วยระบบ DECT 6.0 

สำหรับโปรดักชั่นที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เช่น การถ่ายทำโฆษณาสินค้าที่ยังไม่เปิดตัว หรืออีเวนต์ระดับประเทศที่ข้อมูลความลับรั่วไหลไม่ได้ ระบบ DECT 6 0 ของตัวนี้ตอบโจทย์มากค่ะ เพราะรองรับเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลระดับสูง ช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกที่อยู่นอกระบบเข้ามาจูนคลื่นแอบฟังบทสนทนาภายในทีมของเราได้แบบเด็ดขาด 

ผ่าแผงวงจรระบบตัดเสียง Dual-Mic ENC และ Acoustic Engineering

การทำงานร่วมกันของไมโครโฟน Electret 2 ตัว 

จุดที่ถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่เอาชนะสภาพแวดล้อมโหดๆ ได้คือระบบ Dual-Mic ENC เพราะรุ่นนี้มีไมโครโฟนแบบ Electret มาถึง 2 ตัวเลยนะ ตัวหลักถูกออกแบบมาให้เป็นแบบ Directional เพื่อโฟกัสเฉพาะทิศทางเสียงพูดจากปากของเรา ส่วนตัวรองเป็นแบบ Omnidirectional เอาไว้ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างเสียงรบกวนรอบทิศทาง แล้วนำไปเข้ากระบวนการอัลกอริทึม ENC ขั้นสูง เพื่อประมวลผลและตัดเสียงกวนรอบข้างออกไปได้ถึงระดับ 20dB±2 คอนเสิร์ตเบสหนักแค่ไหนคนฟังก็ยังได้ยินเสียงบรีฟชัดเจน

Solidcom C1 Pro - ส่งไกลถึง 350 เมตร 

การจัดการเสียงสะท้อน AEC และความเพี้ยนของเสียง

นอกจากฟีเจอร์ตัดเสียงกวนแล้ว ยังใส่เทคโนโลยี Acoustic Echo Cancellation หรือ AEC มาช่วยลบเสียงก้องและเสียงสะท้อน ให้เสียงพูดของเรายังคงความคมชัดอยู่ในช่วงความถี่เสียงแบบ Wideband ตั้งแต่ 150Hz ไปจนถึง 7kHz ค่า Signal-to-Noise Ratio หรือ SNR ทำได้สูงถึง 71±2dB ส่วนอัตราความเพี้ยนของเสียงนั้นบอกเลยว่าต่ำกว่า 1% เวลาที่เราตั้งค่าปิดระบบ ENC ความแกว่งของสัญญาณจะอยู่ที่ ±6dB และถ้าเราเปิดใช้งานระบบ ENC อัตราความแกว่งจะขยับไปอยู่ที่ ±10dB

ป้องกันเสียงลมด้วย Physical Filter 

การออกกองถ่าย Outdoor ที่ต้องเจอกับลมพัดแรงมักจะเป็นฝันร้ายของคนบันทึกเสียง แต่ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขด้วยการออกแบบโครงสร้างที่ใส่กระดาษสักหลาด Y5 หรือ Y5 felt paper มาให้ที่บริเวณไมค์ตัวหลักเลยค่ะ 

Solidcom C1 Pro - ไมโครโฟน Electret 2 ตัว

ตัวกระดาษสักหลาดนี้จะทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ชั้นดีที่คอยกรองและป้องกันไม่ให้มวลลมเข้ามาปะทะกระแทกกับตัวรับเสียงของไมโครโฟนโดยตรง ทำให้ได้เสียงที่เคลียร์สะอาดพร้อมทำงานต่อได้ทันที

ดีไซน์ Ergonomics ที่ออกแบบมาเพื่อคนใช้จริง

วัสดุและน้ำหนักที่เบา 

พูดเรื่องของฮาร์ดแวร์ภายนอกกันบ้าง ตัวโครงสร้างของหูฟังใช้วัสดุประเภท PC-ABS ซึ่งให้ความแข็งแรงทนทานสูงแต่มีน้ำหนักที่เบามากๆ รุ่นที่เป็นหูฟังแบบข้างเดียวหรือ Single-Ear Wireless Stereo Headset จะหนักแค่เพียง 170 กรัม ซึ่งนี่คือน้ำหนักที่รวมแบตเตอรี่เข้าไปแล้วนะคะ 

Solidcom C1 Pro - ดีไซน์ Ergonomics

ส่วนใครที่ชอบรุ่นหูฟังแบบสองข้างหรือ Double-Ear Wireless Stereo Headset น้ำหนักก็จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 250 กรัม รวมแบตเตอรี่แล้วเช่นกัน จะใส่เดินคุมงานตั้งแต่เช้ายันค่ำก็ยังชิลๆ ไม่กดทับจนปวดหัว

ถอดรหัสสีไฟ LED บอกสถานะ

การดูสถานะการทำงานต่างๆ ก็ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและสัญชาตญาณสุดๆ ตรงบริเวณก้านไมค์จะมีดวงไฟ LED คอยบอกสถานะเอาไว้ ถ้าเห็นไฟสีเขียวสว่างค้างไว้แปลว่าระบบปิด ENC อยู่ ถ้าไฟเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินค้างแปลว่าเปิดระบบ ENC แล้ว ถ้าไฟสีแดงสว่างค้างแปลว่ากำลังอยู่ในโหมด MUTE เสียง และถ้ามีไฟสีแดงกะพริบรัวๆ 2 ครั้งนั่นแปลว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมดแล้วต้องรีบเปลี่ยนด่วนค่ะ

Solidcom C1 Pro - ถอดรหัสสีไฟ LED บอกสถานะ

แบตเตอรี่อึด ใช้งานยาวนานต่อเนื่อง

ตัวหูฟังลูกข่ายหรือที่เรียกว่า Remote headset ถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานมากๆ สามารถใช้งานได้ยาวนานมากกว่า 10 ชั่วโมง ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เพียงหนึ่งครั้ง แม้จะเปิดระบบ ENC ทิ้งไว้ก็ตาม และเมื่อแบตเตอรี่หมดก็ใช้เวลาชาร์จไฟกลับเข้าไปจนเต็มแค่ประมาณ 2.5 ชั่วโมงเท่านั้นเองค่ะ

ขยายสเกลงานไร้ขีดจำกัดด้วยระบบ Hub และ Cascaded Connection

อินเทอร์เฟซ 0B10 รุ่นใหม่

สำหรับทีมโปรดักชั่นสเกลยักษ์ที่จำเป็นต้องตั้งศูนย์ควบคุมผ่าน Hub รุ่นนี้ได้ทำการอัปเกรดพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อหูฟังแบบมีสายมาเป็นแบบ 0B10 interface รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งพอร์ตตัวนี้จะให้ความเสถียรและความแน่นหนาสำหรับการใช้งานลุยๆ ระดับโปรเฟสชันนัลได้ดีกว่าเดิมมาก

การแบ่งกลุ่ม A และ B พร้อมการต่อพ่วง 3 ระบบ 

ตัวเครื่อง Hub ไม่ได้เก่งแค่ตัวเดียวนะคะ แต่มันสามารถต่อพ่วงระบบเข้าด้วยกันแบบ Cascaded Connection ได้สูงสุดถึง 3 ระบบผ่านการเชื่อมต่อแบบ IP network ทำให้เรารองรับจำนวนลูกทีมได้เยอะขึ้นมากๆ

แต่มีข้อควรระวังหรือทริคทางเทคนิคเล็กน้อยที่ทางแบรนด์แนะนำไว้ก็คือ เราต้องวางตัวอุปกรณ์ที่นำมาพ่วงกันให้มีระยะห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 

แหล่งจ่ายไฟอิสระและฟีเจอร์เด่นระดับโปร

เรื่องการจัดการพลังงานของเครื่อง Hub ตัวนี้ทำมาได้ยืดหยุ่นสุดๆ เพราะรองรับแบตเตอรี่แบบ Multi-Powering ทั้งแบตเตอรี่กล้องยอดฮิตอย่าง NP-F แบตเตอรี่รุ่นใหญ่อย่าง V-mount แบตเตอรี่แบบ G-mount หรือถ้าสะดวกก็สามารถเสียบอะแดปเตอร์แปลงไฟ DC เข้าไปได้เลย

ไฮไลต์อีกอย่างที่ต้องอวยยศให้เลยคือฟังก์ชัน ANNOUNCE สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน พอกดปุ่มนี้ปุ๊บ ระบบจะทำการ Mute ปิดเสียงหูฟังของทุกคนในร

ะบบทันที เพื่อบังคับให้ทีมงานทุกคนต้องฟังคำสั่งด่วนจากผู้ที่ควบคุมเครื่อง Hub เท่านั้น 

แถมยังมีระบบ USB Audio Class หรือ UAC ที่ให้เราสามารถนำสาย USB ไปเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณเสียงเข้าสู่โปรแกรมประชุมออนไลน์อย่าง Zoom หรือ Skype ได้โดยตรงเลยค่ะ สะดวกแบบไม่ต้องหาซาวด์การ์ดมาต่อเพิ่มเลย

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า Hollyland Solidcom C1 Pro ไม่ใช่แค่อุปกรณ์เสริมทั่วไป แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคนทำโปรดักชั่นและออร์แกไนเซอร์ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาความวุ่นวายหน้าเซ็ต ลดความผิดพลาดในการสื่อสาร และยกระดับความเป็นมืออาชีพให้ทีมของคุณได้อย่างก้าวกระโดด

ใครที่สนใจอยากทดสอบประสิทธิภาพของจริง หรืออยากปรึกษาว่าขนาดทีมของคุณควรจบที่แพ็กเกจไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด สามารถทักเข้ามาสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่ Hollyland Thailand ได้เลยนะคะ