เดี๋ยวนี้การสร้างคอนเทนต์ต้อง รวดเร็ว หยิบปุ๊บพร้อมถ่ายได้เลย ไมค์ขนาดเล็กเลยกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับครีเอเตอร์วันนี้เราพามารู้จักเจ้าตัวที่ได้ฉายาว่า ครองใจสายครีเอเตอร์ อย่างตัว Saramonic Air SE ที่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเพียง 5 กรัม ใช้งานง่ายแค่วางไมค์บนแท่นชาร์จก็สามารถใช้งานเป็นไมค์สัมภาษณ์แบบถือได้ หรือถอดออกติดปกเสื้อได้ พกใส่กระเป๋าไปได้ทุกที่
ด้านประสิทธิภาพก็ไม่เป็นรอง ด้วยระบบตัดเสียงรบกวน AI ตัวแรกจาก Saramonic ที่สามารถลดเสียงพื้นหลังได้สูงสุดถึง 40 dB ช่วยให้เสียงพูดคมชัดยิ่งขึ้น เสริมด้วยคุณภาพเสียงระดับ 48 kHz / 24 บิต ค่า SNR 80 dB และรองรับ SPL สูงสุด 120 dB ทำให้เก็บรายละเอียดเสียงได้ครบถ้วนโดยมีสัญญาณรบกวนต่ำ นอกจากนี้ยังมี limiter ในตัวพร้อม safety track -12 dB เพื่อป้องกันเสียงแตก และพรีเซ็ต EQ 3 รูปแบบ ที่ช่วยให้ปรับโทนเสียงพูดได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์การใช้งานของสายคอนเทนต์ได้อย่างลงตัว
เล็กแต่ทำได้มากกว่าที่คิด

Air SE มีถือเป็นตัวเล็กที่สุด ของบ้าน Saramonic เลยก็ว่าได้ มาด้วยน้ำหนัก 5 กรัม และขนาดไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วโป้งแทบมองไม่เห็นเวลาหนีบไว้
วางลงบนแท่นชาร์จ เปิดเครื่อง แล้วมันก็จะเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนแบบพกพาได้ทันที การสัมภาษณ์จะดูสมจริงและทรงพลังมากขึ้น และแท่นชาร์จยังให้การจับที่มั่นคงและสบายมือ ไมโครโฟนตัวเดียวใช้งานได้สองแบบ พร้อมใช้งานได้ทุกที่
ดีไซน์แบบ Modular ที่ยอดเยี่ยม

ตัวนี้คือใช้งานง่ายแบบไม่ต้องคิดเยอะเลย ตัวแท่นชาร์จขนาดเล็กประมาณไฟแช็ก พกใส่กระเป๋าได้สบาย ๆ และใช้แม่เหล็กยึดทั้งไมโครโฟนสองตัวกับตัวรับสัญญาณไว้ด้วยกัน ทำให้เก็บครบจบในที่เดียว ไม่ต้องกลัวหายหรือหากันไม่เจอเวลาจะหยิบมาใช้ก็แค่ดึงออกมา แต่ละชิ้นถอด–ประกอบได้ง่ายมาก ฟีลตอนใช้งานคือแน่นพอดี ไม่หลวม และหยิบใช้ได้คล่องมือ เหมาะกับสายคอนเทนต์ที่อยากได้อะไรที่ทั้งเร็วและสะดวกจริง
ความคมชัดของเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน

อีกจุดที่ทำให้ Air SE น่าสนใจมากคือเรื่องเสียง เพราะเขาใส่ชิป AI ตัวแรกของแบรนด์มาให้เลย ช่วยลดเสียงรบกวนพื้นหลังได้สูงสุดถึง 40 dB ซึ่งต่างจากระบบ ENC ทั่วไปที่จัดการได้แค่เสียงรอบข้างแบบนิ่ง ๆ ตัว AI ถูกฝึกจากตัวอย่างเสียงมากกว่า 700,000 แบบ รวมเวลากว่า 20,000 ชั่วโมง ทำให้มันสามารถแยก “เสียงพูด” ออกจากเสียงรบกวนที่ซับซ้อนหรือมาแบบไม่ทันตั้งตัวได้แบบเรียลไทม์ แล้วจัดการตัดออกได้ค่อนข้างแม่นยำ เวลาใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก สามารถเลือกโหมดเบาหรือโหมดแรงได้ตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถ เสียงลม หรือเสียงรอบข้างต่าง ๆ ก็กรองออกได้ง่าย เหลือไว้แค่เสียงพูดที่ชัดและฟังเป็นธรรมชาติขึ้นมาก
รายละเอียดเสียงสมจริง เก็บครบทุกมิติ
คุณภาพเสียงที่ให้มาค่อนข้างครบเครื่อง บันทึกเสียงที่ความละเอียด 48kHz/24-bit พร้อมค่า SNR 80 dB และรองรับ SPL สูงสุดถึง 120 dB ทำให้ได้ทั้งรายละเอียดเสียงที่ชัดและสัญญาณรบกวนต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเบาอย่างเสียงกระซิบ หรือเสียงดังอย่างการพูดเต็มเสียง ก็ยังเก็บได้ครบและคมชัด ให้ฟีลเสียงที่สมจริงมากขึ้น เหมาะกับงานคอนเทนต์ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์
ปลอดภัยจากเสียงดังผิดปกติ
ไม่ต้องกังวลกับเสียงดังกระทันหัน เพราะตัวจำกัดเสียงในตัวจะทำงานทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการบิดเบือนของเสียง แล้วยังสามารถเปิดแทร็กสำรองที่ -12 dB ได้ตลอดเวลา ดังนั้นหากแทร็กหลักเกิดเสียงแตกหรือมีอะไรผิดพลาด แทร็กสำรองก็จะช่วยได้
ปรับเสียงง่าย คุมได้ผ่านแอปเดียว

Air SE สามารถควบคุมผ่านแอป Saramonic ได้แบบง่าย ๆ เลือกปรับ EQ ได้ 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็นโทนคมชัด อบอุ่น หรือเนียนนุ่ม ก็เลือกให้เข้ากับสไตล์งานได้ทันทียังเลือกเอาต์พุตได้ทั้งแบบโมโนและสเตอริโอ ใช้ให้เหมาะกับงานแต่ละแบบได้สบาย ๆ วิธีตั้งค่าก็ไม่ยุ่งยาก แค่เสียบเข้ากับโทรศัพท์ เปิดแอป ก็พร้อมใช้งานได้ในไม่กี่วินาที
แบตพร้อมใช้งานยาว ลุยได้ทั้งวัน

Air SE ใช้งานได้ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อใช้ร่วมกับแท่นชาร์จ ก็สามารถชาร์จไปพร้อมกับใช้งานได้ ทำให้ยืดระยะเวลาใช้งานรวมได้สูงสุดถึง 28 ชั่วโมง เหมาะทั้งงานสัมภาษณ์หรือถ่าย Vlog ยาว ๆ ตัวรับสัญญาณมีให้เลือกทั้งแบบ USB-C และ Lightning และใช้พลังงานจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อโดยตรง ทำให้ใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตระหว่างใช้งาน
พร้อมใช้งานกับอุปกรณ์หลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นสาย Vlog บน TikTok งานสัมภาษณ์ภาคสนามผ่าน Zoom หรือสายลุยที่ใช้กล้องแอ็กชัน Saramonic Air SE ก็รองรับการใช้งานได้ครบ ตอบโจทย์ได้หลากหลายสถานการณ์
Q&Aกับ Saramonic Air SE
Q1 Saramonic Air SE สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ใดได้บ้าง
สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟน (USB-C หรือ Lightning) คอมพิวเตอร์ และกล้องแอ็คชั่นทั่วไป รวมถึง DJI Pocket 3, Osmo Action 3/4/5 Pro/6, Osmo 360 และ Insta360 X4 Air, X5, Ace Pro 2, GO Ultra
Q2 โหมดเอาต์พุตของ Air SE มีอะไรบ้าง?
Saramonic Air SE รองรับโหมดเอาต์พุตสามโหมด ได้แก่ โมโน สเตอริโอ และ Safety Track
M (โมโน): เสียงจากตัวส่งสัญญาณสองตัวจะถูกรวมเข้าเป็นแทร็กเอาต์พุตเดียว
S (สเตอริโอ): เสียงจากตัวส่งสัญญาณสองตัวจะถูกบันทึกไปยังช่องสัญญาณเอาต์พุตแยกกัน
Ms (Safety Track): แทร็กเสียงสำรองจะถูกบันทึกที่ระดับ -12 dB เพื่อป้องกันการบิดเบือนจากเสียงดังที่ไม่คาดคิด
* จำเป็นต้องแยกเสียงหลังการผลิตเพื่อใช้ Safety Track
* Safety Track สามารถเปิดใช้งานได้เฉพาะในโหมดโมโนเท่านั้น
* การบันทึกสเตอริโอต้องใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อรองรับอินพุตสเตอริโอ
Q3 ข้อดีของการตัดเสียงรบกวนด้วย AI เมื่อเทียบกับ ENC แบบดั้งเดิมคืออะไร? ฉันสามารถปรับระดับการตัดเสียงรบกวนบนตัวรับสัญญาณได้หรือไม่?
การตัดเสียงรบกวนด้วย AI นั้นดีกว่ามากในการกำจัดเสียงรบกวนพื้นหลังที่ไม่คงที่ เช่น เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดหรือเสียงน้ำไหล ในขณะที่ยังคงรักษาเสียงพูดให้เป็นธรรมชาติและชัดเจน ENC แบบดั้งเดิมส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่เสียงรบกวนความถี่ต่ำและคงที่ เช่น เสียงลมหรือเครื่องปรับอากาศ และอาจส่งผลกระทบต่อความชัดเจนของเสียงพูดเล็กน้อย
บน Saramonic Air SE สามารถปรับระดับการตัดเสียงรบกวนได้โดยตรงที่ตัวรับสัญญาณ
Q4 ฉันสามารถใช้ที่กันลมแบบขนปุยเมื่อใช้เป็นไมโครโฟนแบบถือได้หรือไม่?
ได้ แต่ตัวส่งสัญญาณจะไม่สามารถชาร์จได้หากติดที่กันลมอยู่
Q5 Air SE รองรับการเล่นเสียงผ่านลำโพงโทรศัพท์หรือไม่?
สามารถทำได้
Q6 ตัวรับสัญญาณจำเป็นต้องมีแหล่งจ่ายไฟแยกต่างหากหรือไม่?
ตัวรับสัญญาณจะได้รับพลังงานโดยตรงจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ (เช่น สมาร์ทโฟน) ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการชาร์จแยกต่างหาก
Q7 Saramonic Air SE สามารถเชื่อมต่อกับตัวส่งสัญญาณและตัวรับสัญญาณได้กี่ตัวพร้อมกัน?
Saramonic Air SE รองรับการเชื่อมต่อตัวส่งสัญญาณได้สูงสุด 2 ตัวกับตัวรับสัญญาณ 1 ตัวพร้อมกัน
สามารถอ่านบทความอื่นๆเพิ่มได้ : คลิกที่นี่
หากใครสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook: Saramonic Thailand

